-
25.5.2012 One world One family
ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนเลยว่าไดอารี่หน้านี้
เป็นการบันทึกกิจกรรมย้อนหลังเนื่องจากในเมื่อวานติดปัญหานิดหน่อย
ในการที่จะบันทึกเรื่องราวความทรงจำดีๆ
ย้อนกลับไปเรื่องราวนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากวันที่ 13.5.2012
เมื่อเราได้ไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำเเหงกับเเม่
(ขอไม่เล่าย้อนละกันว่าเพราะเหตุใดถึงมาสมัครที่นี่)
ตอนที่เราจ่ายเงินค่าสมัครเรียนเรียบร้อยเราก็กำลังจะเดินออกจากมหาวิทยาลัย
ซึ่งก็ผ่านชมรมมากมายเลยทีเดียว
มีรุ่นพี่ต่างพากันชักชวนน้องเข้าชมรม
ซึ่งจุดเกิดเหตุมันก็อยู่ที่ก่อนที่จะเดินออกจากทางมหาวิทยาลัย
มีพี่คนนึงมาให้ช่วยรบกวนตอบเเบบสอบถามให้หน่อย
ไอเราก็ไม่อยากทำสักเท่าไหร่ใจจริง เพราะรู้สึกเหนื่อยๆอยากกลับบ้าน
เราก็เลยบอกพี่เค้าไปว่า ขอเขียนอยู่ตรงนี้ได้มั้ยค่ะ
พี่เค้าก็บอกกลับมาว่า ไปนั่งเขียนตรงเเถวๆนั้นดีกว่าน้า
ว่าเเล้วเราก็เออะเอาก็เอาวะ เขียนๆช่วยพี่เค้าจะได้เสร็จๆไป
ตอนที่กำลังเขียนอยู่พี่ๆก็เเนะนำกลุ่มของพี่เค้าให้ฟัง
ซึ่งเราก็เออออไปไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ก็บอกว่า ค่ะๆๆๆ อย่างเดียวเลย
สักพักก็มีพี่ ผช. คนนึงเดินเข้ามา
พี่เค้าก็เริ่มเข้าประเด็น
เออน้องครับกลุ่มนี้ชื่่อกลุ่ม … เเล้วพี่เค้าก็บรรยายต่อไปบลาๆๆ
เเล้วเค้าก็ถามว่าน้องสนใจมั้ยตามจริงเราก็ตอบกลับไปเเล้วว่า
เอ่อไม่ดีกว่าเพราะไม่มีเพื่อน(อะไรอย่างเงี้ยพยายามหาข้ออ้าง)
เเต่เเม่หนะสิพยยามสวนขึ้นมาบอกว่า อืมมจะไปปลูกป่าหรอ อืมก็ดีนะฝ้ายไปสิ
พอเเม่ที่นั่งอยู่ข้างๆรู้ว่าไปเช้าเย็นกลับด้วยเเม่ก็เลยบอกว่าไปสิ น่าสนใจดีออก
เมื่อเเม่พูดอย่างงั้นมีหรือที่เราจะกล้าปฎิเสธ พี่ทั้งสองคนก็มองตาปริบๆ
เอ่ออยากจะบอกว่า พี่ค่ะหนูเป็นคนใจอ่อนง่าย เฮ้อไปก็ไป
เเล้วพี่เค้าก็พูดขึ้นมาอีกว่า
คือค่าโครงการในการไปครั้งนี้ 99 บาทนะครับ
ว่าเเล้วหนูก็อะๆค่ะ ความจริงก็ไม่ได้ซีเรียสเรื่องเเบบนี้อยู่เเล้ว
เพราะรู้ว่าไปทำกิจกรรมก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นธรรมดา
เเล้วเราก็ไหว้ เเล้วเดินจากไปอย่างช้าๆ…
ต่อมาไม่กี่วัน ไม่นานนักพี่เค้าก็โทรเข้ามาบอกว่า
ชื่อน้องฝ้ายใช่มั้ย คือสรุปกิจกรรมปลูกป่าชายเลน
น้องว่างมั้ยอะไรอย่างเงี้ย
(ตอนนั้นเราไม่ได้รับโทรศัพท์เองหรอก
เพราะเราให้เบอร์โทรศัพท์เเม่ไปเเม่ก็รับ
ซึ่งเราก็เพิ่งรู้เพราะธุระก็กระชั้นชิดเข้ามาตรงกับวันปลูกป่าพอดี เเม่เราก็ตอบไปว่าคงไปไม่ได้)
หลังจากนั้นอีกเพียงไม่กี่วัน ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังเข้ามาอีก
คือเป็นทางพี่ค่าย มาเเนะนำให้ไปทำกิจกรรมดีๆหลังมหาวิทยาลัย
ความจริงเเล้ววันนั้นเราก็ว่างเเต่เราก็ไม่อยากไปเท่าไหร่หรอก
เเต่ก็กลัวว่าพี่ๆเค้าจะว่าเราหรือป่าว พี่เค้าคงจะเสียความรู้สึกไรเงี้ย
เพราะกิจกรรมครั้งเเรกเราก็ไม่ได้เข้าร่วมด้วย
ตอนนั้นที่พี่โทรมาครั้งเเรกเเม่ออกไปทำงาน จึงทำให้เราไม่ได้คุยกับพี่เค้า
พอตอนเที่ยงเเม่กลับมารับประทานอาหารที่บ้าน เเม่ก็บอกว่าทางพี่ค่ายโทรมา
เราก็เลยโทรกลับไป เเล้วก็บอกว่า ยินดีเข้าร่วมกิจกรรมอะไรประมาณนี้
เเละเเล้วหนึ่งวันหลังจากที่พี่ๆโทรมาชวนเข้าร่วมกิจกรรม
วันนี้เป็นวันที่ 25 เดือนพฤษภาคม
เราตื่นขึ้นตอนดึกเวลาตี 3 เพราะจะมาเล่นคอมตามปกติ
เดินทางออกจากบ้านก็เวลาตี 5 ครึ่ง
ขึ้นรถเมล์สาย 516 เฮ้ออคนเยอะมาก
เพลียละเหี่ยใจ ยืนไปยันกองสลากนู้น
เเล้วก็ขึ้นรถเมลล์สาย 60 ฝั่งกองสลาก …
เเละเราก็เดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยรามคำเเหงเวลา 07.30 น.
เราก็โทรไปบอกพี่เค้าเลยว่ามาถึง หน้ารามเเล้ว
เพราะไม่รู้ว่าจะไปไงต่อ พี่เค้าก็ติดต่อกลับมาว่าจะให้พี่คนนึงมารับ
ซึ่งเราก็ตอบว่า ค่ะๆ - -* เดินเข้าไปในรามได้สักพักก็ไม่รู้จะไปไหนต่อ
เลยนั่งอยู่ตรงม้าหินได้ประมาณ 10 นาที
ก็เริ่มเบื่อๆเลยตัดสินใจที่จะเดินไปเรื่อยๆ
เพราะก็รอพี่นานละเมื่อไหร่จะมารับสักที เดินไปได้สักพัก…
อ้าวววววววววว เเท๊ด!
(เด็กผู้หญิงใส่เสื้อพละสีเหลืองใส่กระโปรง นร.
สะพายกระเป๋าเพื่อจะมาสอบในวันนี้)
ซึ่งก็คือเพื่อนเราเองงงง 555555
ดีใจมากเเต่ยัยเจ๊คนนี้ออกจะหูตึงไปหน่อยเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน
เเละเเล้วสักพักหล่อนก็เดิน หย่องๆมา
เเล้วก็อ่าวววว มัทรี (คือมันเพิ่งเห็นเรางั้นหรอ) - -*
เเละเเล้วเราก็พากันไปนั่งเเถวๆ ตู้ TMB เเล้วก็คุยๆๆ
สักพักเเท๊ดก็ชวนเราไปเอาตารางสอบใต้ตึกมนุษ ไอเราก็ไม่อยากนั่งเหงาเลยไปด้วย
จากใต้ตึกมนุษ เดินไปตึกนั้นก็เเล้วตึกนี้ก็เเล้วเค้าก็บอกว่าไปเอาอีกตึกนึง
เง้อออ… เดินจะทั่งมหา’ลัยอยู่เเล้ว
เเละเราก็พากันมานั่งที่ หอประชุมพ่อขุน
เเล้วเราก็บอกว่า
นี่เจ๊ถ้าพี่เค้าไม่มารับภายใน 8โมงครึ่งนะฉันจะกลับกับเจ๊ด้วยเเล้ว
จะรอเจ๊เสร็จเเล้วกลับพร้อมกัน…
ซึ่งตอนนั้นก็เหลืออีก 10 นาที โฮ๊ะๆๆๆ
ฉันมีเพื่อนกลับเเล้วงานนี้อิอิ ถือว่ามารามมาซื้อชีทพ่อขุนเเทนก็เเล้วกัน ^ ^”
สักพักเหมือนอะไรบันดลใจ
ให้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโอ้วววว เเม่เจ้าหลายสายมากโทรเข้ามา
คือเราเพิ่งนึกได้ว่าตั้งระบบสั่นตั้งเเต่ก่อนออกจากบ้าน
ไม่น่าหละทำไมไม่มีใครโทรเข้ามาเลย
เเละตอนนี้พี่เค้าก็โทรเข้ามาพอดี
เเละในที่สุด! ก็ต้องร่ำลาเพื่อนเเละออกไปกับพี่เค้า T___T
เราก็ได้ซ้อนมอเตอร์ไซด์ ออกไปทางหลังรามกับพี่เค้า…
เราเดินทางมาถึงบ้านหลังหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากมอรามนัก
เป็นบ้านหลังใหญ่ๆ ๆมาก ซึ่งเชื่อว่าใหญ่กว่าบ้านของเราเเน่ๆ 555
ในบ้านมีรองเท้ามากเลยทีเดียวไม่ต่ำกว่า 20 คู่
เเล้วเราก็สวัสดีกัน เเล้วก็มีเพลงอะไรไม่รู้ต้อนรับๆ
เข้าไปในบ้านก็มีเพื่อนหลายคนเลย เค้าก็ชวนเราพูดคุย
เราก็คุยๆ เเล้วก็เงียบ เเล้วก็คุย เเล้วก็เงียบบบบบบบบบ…
ก็มีคนทยอยเข้ามาเรื่อยๆ เราก็ยิ้มๆ เเล้วก็ยิ้มคือตอนนั้นไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไงดี
ไอเกร็งมันก็เกร็งนะ ก็นี่มันไม่ใช่บ้านของเราหนิ เฮอๆๆ
สักพักใหญ่ เค้าก็ชวนเรากับเพื่อนอีกคนนึงที่มาใหม่
เดินเข้าไปในห้องประชุมเล็กๆเเต่เเอร์เย็นมากเเล้วดันเปิดพัดลมอีก - -*
เเล้วพี่เค้าก็เต้นๆๆ เเล้วก็มีวีดีทัศน์ให้เราชมซึ่งเมื่อชมเเล้วเราทั้งหมดก์จะมานั่ง
ประมาณว่า เเชร์ประสบการณ์กัน
ซึ่งอยากจะบอกว่ากิจกรรมมันก็ไม่มีอะไรเยอะมากนะ
ไม่รู้สิเริ่มขี้เกียจเขียนเเล้วอ่า 555
เเต่อยากบอกว่ากลุ่มนี้ดีจริงๆ
# กลุ่มเยาวชนคนต้นเเบบ
กลุ่มนี้เค้าบอกว่าเค้าไม่ต้้องการคนดี เเต่ต้องการคนที่อยากจะดี
เรารู้สึกดีใจมากๆเลย ที่ได้มีโอกาสมารู้จักกับเพื่อนๆในกลุ่มนี้
เพื่อนเยอะจริงๆ เเละทุกคนก็รักกันเหมือนครอบครัวจริงๆ
ไม่เเบ่งเเเยกว่านี่นะคือรุ่นพี่ นี่นะคือรุ่นน้อง
ทุกคนเหมือนพี่สาวเเละน้องสาวในครอบครัว
มันคงจะบังเอิญมากที่ทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันเลย
มารู้จักเเละสนิทกันซึ่งมันไม่ใช่เวลา 365 วัน
เเต่มันเป็นเพียงช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ก็อย่างที่พี่ๆในกลุ่มเค้าบอกกันว่า
เราก็คงจะพูดอะไรไม่ได้มาก
มันมีเรื่องราวอีกตั้งเยอะถ้าเราเล่าให้คนอื่นฟังคนอื่นก็เพียงเเต่ได้ยิน
เเต่ฟีลความรู้สึกที่เเท้จริง มันต้องเกิดจากประสบการณ์
ที่เราขวนขวายหามาได้โดยตัวเอง
วันนี้ดีใจนะที่ได้มีโอกาสไปเก็บขยะตามชุมชน
ถึงมันจะเป็นเพียงกิจกรรมเพียงเล็กๆน้อยๆ
เเต่ก็เชื่อว่าสังคมเรายังต้องการ
คนที่จะออกมาเปลี่ยนเเปลงโลกของเราอยู่ตลอดเวลา
อยากบอกว่าตอนนี้น่าเศร้าใจมาก
เพราะตอนที่ไปเก็บขยะเห็นเเถวละเเวกนั้นยิ่งตามร้านเกมส์
ที่เปิดกันอย่างเกลื่อนกลาดไ่ต่างอะไรกับขายผักขายปลา ที่เต็มไปหมด
หน้าร้านเต็มไปด้วยก้นบุหรี่ซึ่งนับไม่ถ้วน
ซึ่งสิ่งนี้เองมันเเสดงให้เราเห็นว่า
ปัญหาของสังคมนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากๆ
เเละที่เเย่ไปกว่านั้นเยาวชนเรานี่เอง ที่เป็นผู้ที่สร้างสิ่งเหล่านี้
เป็นที่น่าใจหาย วันนี้เรายังพูดกับเพื่อนคนนึงเลย
บอกว่านี่หรอเด็กที่ได้ชื่อว่ามีการศึกษาดีๆ
ดูการเเต่งกายสิไม่เห็นจะต่างอะไรกับ…
อยากบอกว่ารู้สึกหนักใจนะ ที่เยาวชนหรือคนบางคนมองไม่เห็นคุณค่า
เเละโอกาสของตัวเองสักเท่าไหร่
เรามองเห็นเด็กพวกนี้เเล้วก็ย้อนกลับไปมองถึง เ
ด็กอีกหลายคนที่เค้าต้องการที่จะได้รับโอกาสทางการศึกษา
บางคนไม่มีเเมเเต่โอกาส เเต่เค้าก็ยังคงที่จะเเสวงหาเพื่อให้ได้มาเพื่อสิ่งนั้น
เเละก็อย่ามาพูดเลยว่าเด็กเมืองกรุงทุกคน
มีการศึกษาดีกว่าดีกว่าเด็กชนบท
เพราะต้องยอมรับเลยว่าหลังจากที่ได้เข้ามาสัมผัส
กลุ่มนี้เเนวความคิดของเพื่อนใหม่หลายๆคน
มันทำให้เราอีกหลายๆคนทราบได้ว่า
คุณค่าของความเป็นคนมันไม่ได้วัดกันที่อำนาจหรือเงินตรา
ถึงเเม้ว่าคุณจะมีเกียรติมากมายขนาดไหน คนอื่นต่างยกย่องคุณมากมาย
เเต่ค่าของคนอยู่ที่ผลของงานจริงๆ
พลังเล็กๆที่สะอาดฉันเชื่อว่า มันจะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถทำให้
การเปลี่ยนเเปลงเล็กๆก้าวไปสู่การเปลี่ยนเเปลงที่ยิ่งใหญ่
ซึ่งฉันคิดว่ามันไม่ใช่ความฝันถึงใครบางคนจะบอกว่า
การสร้างโลกให้เป็นหนึ่งนี่มันจะเป็นความฝัน
เเต่สิ่งที่ฉันคิด ฉันเชื่อว่ามันคือความจริง
มันเป็นจะความจริงได้ตั้งเเต่เราได้เริ่มลงมือกระทำกันเเล้ว
เเละถ้าหากคิดว่าเรากำลังฝันอยู่ มันก็ดูเหมือนคนที่ยังไม่ตื่นเพื่อมาเจอกับความจริงที่เรากำลังสร้าง
เมื่อตอน ม.3 มีเพื่อนคนนึงได้มาถามกับฉันว่า
ระหว่าง ความฝันกับความจริง เธอจะเลือกอะไร ?
มีเพื่อนคนนึงตอบว่า เลือกความฝัน
เพราะเพื่อนบอกว่าความฝันทำให้เราได้ทุกอย่าง
เเต่ฉันกลับตอบไปว่า ฉันเลือกความจริง
ฉันพร้อมที่จะอยู่กัคบความจริง
เเละพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งที่ขึ้นชื่อได้ว่าคือประสบการณ์
อยากบอกสุดท้ายว่า ขอบคุณจริงๆจากใจ
เราเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนจริงที่เค้าต้องการที่จะทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบเเทน
เเต่เพียงเค้าไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มยังไง อยากให้คนที่สนใจเค้ามาทำกิจกรรมดีๆร่วมกัน
เพราะว่าการที่เราจะเรียนอย่างเดียวให้เก่งเนี่ยสังคมไม่ต้องการหรอก
สังคมต้องการคนเก่ง+คนดี เราเชื่อว่าอย่างงั้น
ขอฝากข้อคิด เพราะเราชอบกลอนบทนี้มากเลย
เเล้ววันนี้ในเหนังสือพลงที่พี่เค้าเเจกให้ก็มีถ้อยคำสุดท้ายของกลอนบทนี้ติดอยู่…
เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง ฤาจะมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา เอาตัวรอดเท่านั้นฤา
แท้ควรสหายคิด จงตั้งจิตมั่นยึดถือ
รับใช้ประชาคือ ปลายทางเราที่เล่าเรียนซึ่ง ณ ตอนนี้ฉันขอพูดได้เลยว่า
รามคำเเหงไม่เพียงเเต่สร้างคนที่เก่งให้เก่ง คนที่ไม่เก่งให้เก่ง
เเต่สถาบันเเห่งนี้ยังให้โอกาสเเละปลูกฝังความรัก
ความรักที่ต้องการให้เรานำความรู้ที่เราได้เรียนมาทำประโยชน์เพื่อสังคม
#กลุ่มเยาวชนคนต้นเเบบ One world One family
Source: youtube.com
-
Hima Taiwan #7 Year
Source: youtube.com
-
ม้าป่า อิสมี Good story (ลัก)
วันนี้ตอนเช้าก็ทำงานตามปกติ
^ ^ เจ้าหมาน้อยจากที่มีอยู่ 1กับเพิ่มมาอีก 1
ซึ่งวันนี้น่ากลัวกว่าเมื่อวานมาก
มันชื่อเจ้าโอเลี้ยง กว่าจะผ่านนาทีวิกฤตไปได้ก็ทำเอาเหนื่อย
หลังจากทำงานเสร็จก็มีนัดกับเพื่อนต่อ
ที่งานกาชาด สวนอัมพร
เราไปกันทั้งหมด 5 คน รวมน้องมายด์(น้องของเเหม่ม)
เดินกันจนทั่วจนปวดขาไปหมด
ก็สนุกดีนะ…
วันนี้เราไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปเพราะให้พี่ยืมเนื่องจากโทรศัพท์พี่เสีย
ก่อนที่เราจะออกจากบ้านเเม่ก็บอกว่า อยากได้อะไรก็ซื้อมาเลยนะลูก
เเม่เราใจดีมากๆเลย
ย้อนกลับไปเราทั้ง 5คนนัดกันที่เมเอร์ ปิ่นเกล้า
เวลาประมาณ 18.30 ก็มาพร้อมกัน
เเละออกเดินทางไปยังงานกาชาด
บรรยากาศในงานคนก็เยอะซึ่งเป็นเรื่องปกติ
สำหรับงานนี้ ก็ได้เจอดาราหลายคนอยู่
เราทั้ง 5 คนก็เเยกกันเดิน เเบ่งเป็น ชาย หญิง
เวลาเกือบปะมาณ 3 ทุ่มเราก็มาเจอกัน
อืมเล่าย้อนไป ตอนที่เรานั่งกินข้าวกับเเหม่มเเละน้องมายด์
พอกินเสร็จออกมาตกใจมากเพราะ เห็นองค์ภาฯ
พระองค์ท่านกำลังเสด็จออกมาจากรถ
วินาทีนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกเลย
เวลา สามทุ่มกว่าเราก็ไปยังส่วนของงานวัด ซึ่งเป็นที่เล่นๆของเด็ก
เราก็ได้เล่นหนูลมกรด เเล้วก็รถบั้มพ์
ก็สนุกเช่นกัน เพราะตามความจริงเราเป็นคนที่กลัวมาก
เเละไม่กล้านั่งรถบั้มพ์เลย
เฮ้อชีวิตนี้อะไรๆก็ต่างเป็นอดีตฝังใจหมด
ไม่เว้นเเม่เเต่การขึ้นบันไดเลื่อนตอนอยู่เมเจอร์
ก่อนที่จะออกจากงานบริเวณส่วนงานวัด
เราก็ได้ เห็นรูปกีต้าร์ไม้เเกะสลัก
วินาทีนั้นไม่คิดเลย
รู้เเต่ว่าอยากได้ ก็เลยซื้อ
เค้าให้สลักชื่อ ลงไป
3 คำที่เราเขียน …”
อืมมมม!
พอเสร็จจากงานกาชาด
สถานที่ๆเรากำลังจะไปต่อไปนี้เราไม่ได้นัดกันมาก่อน
ซึ่งพวกเราตกลงกันตอนนั้นว่า
จะไปต่อกันที่ถนนข้าวสาร เเละก็คลองหลอด
เราเดินทางมายังถนนข้าวสารก็เดินกันไปเดินมา
ตอนนั้นเราก็ไม่รู้สึกคำว่ากลัว สักเท่าไหร่
เพราะคิดว่า ยังไงกรุงเทพก็เป็นบ้านเกิดที่เราเคยอยู่มาก่อน
ถึงให้เเยกหายกันไปจริงๆ หลงไป ก็กลับบ้านถูกอยู่เเล้ว
เราต้องยอมรับเลยว่า ตลอดอายุ 18 มานี้เราเพิ่งรู้ว่าถนนข้าวสาร
คือบริเวณที่เราค่อนข้างเดินผ่านบ่อยเมื่อตอนเล็กๆ
เพราะเเถวนั้นก็ใกล้กับบางลำภู
เพียงเเต่ตอนที่เราเดินมันเป็นเวลาเช้า จึงไม่รู้ ว่าที่เเห่งนี้คือ ถ.ข้าวสาร
พวกเราเดินกันไปจนสุดทาง ตามจริงเเพลนต่อไปคือ คลองหลอด
ซึ่งเป็นสถานที่ๆค่อนข้างคุ้นเคยเลย เพราะบ้านเรากับสนามหลวง
เป็นอะไรที่สนิทเป็นเพื่อนบ้านกันมาก
เเต่ สถานที่ๆไป ต่อไปมันไม่ใช่คลองหลอดหนะสิ
มันเป็น ท่าพระอาทิตย์
ซึ่งเป็นสวรรค์ของคนชอบเที่ยวเเละพวกนักดื่ม
เราก็ไม่ค่อยชอบสถานที่พวกนี้เท่าไหร่หรอก
ความจริงก็จะไม่คิดอะไรมาก ถ้าชื่อร้าน มันไม่ใช่ Good story”
ซึ่งมันตรงกับบันทึกไดอารี่ เรื่องราวของหิมะไต้หวัน ตลอด 6ปี
เเละยิ่งเข้าไป มันเหมือนกับว่าเป็นความหลังยังไงก็ไม่รู้
เสียงเพลงที่บรรเลง เพลงหวานๆที่หวนให้คิดถึงอยู่เสมอเมื่อได้ยิน
เเละยิ่งวันนี้มีเพื่อนของเราคนนึง
เราบอกกับเพื่อน คนนั้นตอนเดินงานกาชาดว่า ปวดหลัง
เพื่อนเราก็บอกมาว่าขี่หลังเราก็ได้
ซึ่งเรื่องนี้ เฮ้อออ พูดเเล้วก็รู้สึกเศร้าใจ
ภาพเก่าๆยังคงหวนมาให้เห็นเเละคิดอยู่ทุกครั้งเมื่อเจอ
ช่วงเวลา ณ. ที่เเห่งหนึ่ง
ความจริงเเล้วเราไม่เคยเเคร์สายตาของคนในร้านที่มองพวกเราเลย
เเต่เพราะเรื่องบางเรื่อง เราทุกคนก็ต่างมีเหตุผลของตนเอง
ตอนนั้นก็รู้สึกเเย่นะ ที่เดินออกมาจากร้าน
เเละก็เข้าใจว่า เราไม่อยากปฎิเสธเพื่อนสักเท่าไหร่
เพราะกลัวเพื่อนคิดว่า เรื่องมากจัง…
อีกทั้งเราก็รู้สึกกลัวเเม่เป็นห่วงที่กลับบ้านดึก
ตามจริงเเล้วเเม่เราก็ไม่ว่าเราหรอก
เพราะเเม่รู้ตัวลูกสาวดี ว่าเราเป็นยังไง
เเม่ให้อิสระมากพอ
เเต่เพราะเราเป็นลูกของเเม่เราจึง
เข้าใจความรู้สึกลึกๆของท่านดี
ว่าพ่อเเม่ ก็คงรู้สึกเป็นห่วง
เพราะเราก็ไม่ได้เอาโทรศัพท์มาด้วย
เราจึงไม่อยากกลับดึกสักเท่าไหร่
ตามจริงชีวิต มัทรี โต้รุ่งได้ ทำได้
เเต่ต้องทำในสิ่งที่เราให้อิสระ
กับชีวิตเราในการคิดถึงตัวเองมากพอ
พูดเเล้วก็อาจจะงง
ก็บอกเเล้วไง ว่าเข้าใจตัวเอง ก็เกินพอ
ถ้าหากทำอะไรไม่ดีเเละทำให้ใครไม่พอใจ
ก็ต้องขอโทษจริงๆ …
ไม่ต้องกังวลหรอก เพราะวันสุดท้าย ก็คือ 5เม.ย.
เราทั้งหมดอาจจะเหมือนคนเคยรู้จักกันก็ได้
เเต่อาจจะไม่สนิทเหมือนเเต่ก่อน เจอหน้ากันก็เเค่ยิ้ม
เพราะถึงเเม้จะเคยผูกพัน
เเต่ Hima Taiwan ก็เป็นคนที่ไม่ชอบเเสดงออกมากเท่าไหร่
เเละมันก็จะกลายเป็นเพียงเเค่ความทรงจำ
เเต่ถ้าหากวันใดเราทั้งหมดกลับมาพบกันอีกตามความเป็นจริง
สิ่งเดียว ที่มีให้กันก็คือ รอยยิ้ม ยิ้มๆๆๆ ก็เท่านั้นเอง
เเละเดินผ่านไป…
เราเป็นคนที่ไม่คิดมากนะ
เเต่ถ้าได้คิดเเล้ว ก็เพียงเเค่คิดนาน
เเละก็นานเเสนนานจริงๆ
ขอบคุณค่ะ วันนี้เราสนุกมาก
ขอบคุณน้องมายด์นะ น้องคงสงสัยชื่อพี่หละสิ
… ช่างมันเหอะน้า เด็กน้อย
ขอบคุณเเหม่มมค่ะ
ขอบคุณกฤษค่ะ
ขอบคุณมาร์ตินค่ะ
ขอบคุณจริงๆ
ขอบคุณทุกคน ขอบคุณจากใจ#
—- ขอให้เดินทางปลอดภัย เเหม่มจะกลับใต้อีกไม่กี่วันเเล้ว
—-ขอให้กิดเเละมาร์ตินเดินทางปลอดภัย ในช่วงสงกานต์
—-ขอให้ตัวเอง … โชคดีกับการเเอดมิชชั่น 555
***ขอโทษจริงๆค่ะ***
Source: youtube.com
-
ม้าป่า อิสมี คือผืนทรายที่โอบทะเลไว้
วันนี้เราตื่นเร็วกว่าปกติ ซึ่งไม่ต่างจากไปเรียนเลย
7.15 ถึงที่ทำงานเเละพร้อมเริ่มต้นกับเช้าวันใหม่
บรรยากาศเงียบมากคงเป็นเพราะเรามาใหม่
วินาทีนั้น คงมีเเต่เราที่คงเข้าใจกันดีที่สุด (มั้งเจ้าหมา)
หมาซึ่งตัวไม่เล็กเลย สบตากับเรา
ราวกับต้องการสื่อว่า มาใหม่หละสิ ต้องจัดให้หนัก
^ ^ ถ้าเราพูดกับมันได้เราคงบอกไปว่า ฮ่าๆ พ่อง
ตอนทำงานได้เเผลมาเยอะเหมือนกัน
ไม่ใช่อะไรหรอกความซุ่มซ่ามของเราส่วนหนึ่ง
ก่อนที่เราจะไปทำงาน เเม่บอกว่า ทำได้อยู่เเล้ว
ดึงสก๊อตเทป กาวสองหน้าโหดขนาดนี้
ซึ่งเราก็มั่นใจว่าทำได้จริงๆ เพราะเกือบทุกครั้งที่เรา
ใช้กาวสองหน้า หรือสก๊อตเทป
เรามักจะไม่่ใช้กรรไกรตัด เเต่จะใช้มือดึงเองมากกว่า
คงเป็นความคุ้นเคย จากการทำงานหน้าปกของอาจารย์หลายๆท่าน
ที่ชอบให้คอยออกเเเบบหน้าปก
เลยพอมีประสบการณ์…ฮ่าๆ
บรรยากาศของโรงงาน ก็คงไม่เเตกต่างจากโรงงานทั่วๆไปมากนัก
เเต่สิ่งที่เหมือนกัน ของทุกโรงงานเลย
ก็คือ ปากที่จัดสุดๆของเเต่ละคน
ก็คงอย่างงี้เเหละ ชีวิตของคนทำงาน
ก็คงต้องเจอกับอะไรเเบบนี้อยู่เเล้ว
ซึ่งมันก็คงจะเป็นเรื่องปกติ
เหตุที่เราไม่อยากไปทำงาน KFC MK บลาาา ที่เป็นงานบริการ
ถึงเเม้จะค่าจ้างดีกว่าก็ตาม
เพราะเราไม่ชอบเลย ให้ตายก็ไม่ทำ
ไม่รู้สิ ไม่ถูกกับคนเเปลกหน้าหลายๆคน
ถ้าทำของานเงียบๆ เเละเป็นส่วนตัวคงจะดีกว่า
วันนี้ก็มีเหตุมีเรื่องบ้าง เเต่ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่
เป็นความจุกจิก เเละความอิจฉา ของลูกผู้หญิงในโรงงานด้วยกัน
ก็ธรรมดา ไม่คิดมาก นานาจิตตัง .
วันนี้เลิกเร็วหน่อย ตามความจริงต้องเลิก 17.30
ก็เราทำรายวัน เเละงานก็ถือว่าเสร็จเเล้ว
ก็เลยรีบกลับบ้าน
ก็ดีนะ ไม่คิดมากเพราะถือว่าเรามาหาประสบการณ์ไปในตัว
ยังคิดไปถึงวันวานเลย
ตอนที่ไปนั่งขายเสื้อผ้ามือสองกับน้องที่ตลาดนัด
ก็สนุกดีนะ ฮ่าๆ เห็นพวกป้าๆยายๆ ลุงๆ
มาเลือกซื้อของๆเราก็รู้สึกดีใจไปอีกเเบบ
เอากางเกงมาวัดกับคอ อืมก็เพิ่งรู้เหมือนกัน
ว่าก็ใช้วัดไซส์กันได้ด้วย
วันนี้รวมๆเเล้วก็คงได้ 140 บาท
ก็ไม่เป็นไรเท่าไหร่ก็คือเงิน
เราจะได้รู้จักคุณค่าของเงินมากขึ้น
ตอนสิ้นเดือนเห็นเเม่กดเงินมาเยอะๆเราก็ดีใจนะ
โหยเเม่มีเงินเยอะจัง…
เเต่จะรู้มั้ยว่าเงินที่เเม่หามาได้เเละเราใช้ๆกันอยู่
ก็คือเงินตลอดทั้งเดือนที่เเม่ทำงาน เหนื่อยเเสนเหนื่อย
เรารู้สึกดีใจนะ ที่ตอนเช้าได้ตื่นขึ้นมาเจอหน้าเเม่กับพ่อ
เพราะทุกที ปิดเทอม เรามักจะตื่นสายเเละไม่มีโอกาสได้เห็นได้กินข้าวกับเเม่
เเต่ถึงเวลาที่ต้องไปทำงาน เรากลับใกล้ชิดครอบครัวมากขึ้น
เรารู้ได้เลย…
ความรู้สึกของคนเป็นเเม่ จะดีใจเมื่อเห็นลูก
ถ้าเป็นชาย
1.เป็นคนดีของประเทศชาติ
2.บวช
3.ประสบความสำเร็จ
4.รับผิดชอบดูเเลภรรยาในอนาคต
ถ้าเป็นผู้หญิง
1.เป็นคนดีของประเทศชาติ
2.เป็นศรีภรรยาที่ดีของสามี
3.ประสบความสำเร็จ
ซึ่งพ่อเเม่ก็คือพระอรหันต์ในบ้าน
ที่หลายคนมองข้าม เเละมักจะเเสวงหาวัตถุมงคลนอกบ้าน
เเต่จะมีสักกี่คนที่ลองย้อนหันกลับมามอง
ว่าท่าน นี่เเหละ คือพระอรหันต์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประเสริฐที่สุด
ณ ตอนนี้ตอนที่เราเขียนบันทึกอยู่
พ่อก็ยังไม่กลับจากที่ทำงานเลย
เเม่เเละน้องก็ต่างพักผ่อนกันหมดเเล้ว
เฮ้อออ ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้
เเต่เลือกที่จะทำให้คนที่เรารักภูมิใจได้ค่ะ
ราตรีสวัสดิ์
-
ม้าป่า อิสมี มรดกของเเม่
วันนี้ม้าป่า ขอพูดถึงเรื่องมรดกของเเม่
เห็นวัยรุ่นหลายๆคนเเล้ว ใช้เงินกันฟุ่มเฟือยเหลือเกิน
ทั้งๆที่บางคนก็ยังหาเงินเองไม่ได้
บางครั้งก็สงสาร พ่อกับเเม่ ของเค้าเนอะ
เงิน กว่าท่านจะหามาได้เเต่ละบาท
เเลกด้วยหยาดเหงื่อเเละหยดน้ำตาทั้งนั้นเลย
บางคน หมดไปกับการเเต่งตัว เเละชอปปิ้งราคาเเพง
บางคนหมดเเละฟุ่มเฟือยไปกับการสังสรรค์ ที่ไร้สาระ
เเต่ลองคิดกลับกันถ้าเราหันมาเปลี่ยนทัศนคติ มองมุมใหม่
เราจะพบว่าบางครั้ง เสื้อผ้าอาภรณ์สวยๆราคาเเพง
ถ้าเรารู้จักประยุกต์ สิ่งที่อยู่รอบข้างให้เป็นประโยชน์
มันก็จะมีคุณค่าขึ้นมาทันที
น้อยครั้งที่ม้าป่าเอง จะหมดเงินกับการซื้อเสื้อผ้า
เพียงเพราะต้องการเเต่งตัวเองให้ดูดีกว่าใคร
ชุดที่ใส่อยู่ส่วนมากจะได้มาจาก มรดกของเเม่
ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่าภูมิใจมาก
เพราะเสื้อผ้าของเเม่…
หลายตัวเลย ที่กลายเป็นเเฟชั่นที่กลับมานิยมอีกครั้ง
บางตัวก็ได้มาจากเจ้านาย ของเเม่นำมาให้บ้าง
ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่ถูกใจ
เเต่เราก็ไม่เคยทิ้งมันสักตัว
เพราะสิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือการที่เราจะได้ใช้ไอเดีย
ในการสร้างสรรค์มันขึ้นมาใหม่
เพื่อให้มัน มีตัวตน อยู่ในโลกที่เราต้องการ
ตัดเเขนบ้าง ซุย เย็บกางเกงบ้าง
ตัดขาบ้าง เปลี่ยนทรงเองบ้าง
อะเเด๊บ เเนวใหม่
มันก็กลายเป็นอะไรที่ดูดีกว่าเดิมเเล้ว
ฮ่าๆบางครั้งเเม่ก็ชอบพูดว่า ”นี่เอาผ้าขี้ริ้วอะไรมาใส่เนี่ย”
ไอเราก็มักจะพูด ตอบกลับเเม่ไปเกือบทุกครั้ง ที่เเม่ถาม
” โห่เเม่ไม่เข้าใจอะ มันเป็นสไตล์ๆ อะ” :P
เราเองก็คิดว่าเหมือนเเม่จะไม่เข้าใจเนอะ
หรือทำเป็นเเกล้งไม่เข้าใจ
ทั้งๆที่เเม่เองในสมัยวัยรุ่นอะเเหละ
เป็นคนสร้างเทรนด์ ให้เกิดขึ้นด้วยซ้ำไป
นี่ก็เป็นอีกมุมนึง…
บางครั้งเสื้อผ้าเเพงๆ
มันก็ไม่ทำให้เรามีความสุข
มากกว่ามรดกเเฟชั่น ของเเม่เลย
-
ฉันก็เคยเสียใจไม่น้อยกว่าเธอ
ณ ตอนนี้ ก็ดึกมากเเล้ว
พรุ่งนี้ยังคงมีภารกิจอีกเยอะ
รู้สึกเหนนื่อยๆจัง
คืนนี้ก็เป็นอีกคืน ที่เงียบเหงาอีกเช่นเคย
เวลาที่เราฟังเพลงเศร้าๆ เราก็จจะเศร้าตามเนอะ
เเต่เมื่อไหร่ที่เราฟังเพลงที่คึกๆหน่อย
หัวใจก็จะพองโตขึ้นมา
เเต่ไม่รู้ทำไมตอนนี้เราถึงต้องฟังเพลงเศร้า
(เธอจะต้องรู้ตัวเองดีที่สุด ม้าป่า)
วันๆก็ได้เเต่นั่งเกร็งกับคะเเนน เเต่นี่เราไม่ได้เครียดมากนะ (มั้ง)
คือจำมีน โอเนต ของทุกปีได้เเล้วอะ เก่งบวกลบมากขึ้น
เพราะที่บ้านไม่มีเครื่องคิดเลข เวลาจะคำนวณคะเเนนทั้งที
ก็นั่งบวกนั่งคูณไป ไม่อยากจะไปคำนวณคะเเนนในเด็กดี
หรือยูนิเเก๊งค์สักเท่าไหร่
อยากนั่งคิดด้วยตัวเองมากกว่า
ตอนนี้อันดับ 1ที่เราเลือกก็คะเเนนติดลบ เกือบ 2000
เฮ้อออ เเม่บอกว่าถ้าเข้าศิลปากรได้ก็ดีเเล้ว
(ใช่ค่ะเเม่ หนูจะดีใจมากๆเลย)
อันดับ 2 ก็คงต้องรอหวัง เเพท 6 อีกที เพราะตอนนี้ติดลบอยู่ xxx
ถ้าคะเเนนเเพทรอบนี้ออกมาเกิน 200 เข็มก็จะเบนเป็นทิศบวกทันที
เเต่เครียดที่ตรง ยูนิเเก๊งค์บอกว่า มันจะบวกขึ้น จากต่ำสุดปี 54 อีก 600+
นี่หนะสิ คือเราว่า เเพท 6ปีนี้ก็เฟ้อมากกว่าทุกปีนะ เราก็ยังเซงๆอยู่เลย
คะะเเนนต่ำสุดตั้ง 18xx สำหรับศิลปกรรมถือว่าสูงนะ
อีกทั้งโอเนตรอบนนี้ยังฉุดเราอีก เสียใจกับสังคมเหมือนกัน
อีกคะเเนนเดียวก็จะถึงครึ่งเเล้ว
อุตส่าห์อ่านมากกว่า วิชาอื่น เเต่กลับล้มเหลว
เเต่ก็ดีใจกับศิลปะ
คือเราคิดว่าวิชาอื่นอาจจะเสียใจบ้างถ้าคะเเนนน้อย
ถึงมันจะเปอร์เซนต์เยอะกว่าก็เถอะ
เเต่สำหรับเราคือถ้าศิลปะ ออกมา น้อย
เราก็รู้สึกเสียใจนะ เพราะมันเป็นวิชาที่เราชอบมากๆไง
เเต่ครั้งนี้ก็ถือว่าเราไม่ผิดหวังเลย ♥
คะเเนน เเพท 6 180 คะเเนน รอบเเรก ยังคงไม่พอ
สิ่งสำคัญคือลุ้นให้เกิน 200 ในครั้งที่2
เพราะว่าถ้าต่ำกว่านี้อันดับ 2 ก็คงจะหลุดเหมือนกัน
อันดับ 3 ความจริงเราลังเลหลายอย่าง เเต่ตอนนี้ที่เล็งไว้คือ
วิจิตรศิลป์ ม.ช. คะเเนนก็บวกเยอะอยู่เหมือนกัน
เเต่มันติดที่ว่าเราเป็นคนที่รักบ้านมากเลยนี่สิ
เเละเราก็กลัวการเปลี่ยนเเปลงมากๆเลย
ถ้าเรารู้สึกอะไรไม่ดีสักนิด เราก็จะเป็นคนอ่อนเเอ ร้องไห้ได้ง่ายทันที
อีกทั้งสุขภาพเราก็ไม่ดี
เราก็ไม่รู้เหมือนกัน เราก็รู้สึกนะว่าม.ช.ก็อบอุ่น
เเต่ใจจริงเราเเล้ว เรารู้สึกผูกพันกับศิลปากร หรือธรรมศาสตร์มากกว่า
เพราะทุกครั้งที่เราไปสองมหาลัยนี้ หรือทุกครั้งที่นึกถึง
ก็เหมือนกับว่า มีพ่อ เเม่่ เเละอาจารย์ มาอยู่ข้างๆเสมอ
มันเหมือนกับว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียว
เเต่ก็เอาเหอะ บางครั้งเราก็เลือกอะไรเองไม่ได้นักหรอก
บางคนอาจจะบอกนะ ว่าชีวิต ขึ้นอยู่ที่เราลิขิตเอง
เเต่บางครั้งมันก็อาจจะไม่ใช่เสมอไปหนะสิ
เพราะมันมีเวลา เเละวาระ ในสิ่งที่ถูกกำหนดไว้อยู่เเล้ว
เราก็รู้สึกเเย่ๆนะ เราก็รู้ว่าเราไม่ใช่คนเก่งเเต่ทุกครั้ง
ที่เราสอบไม่มีครั้งไหนเลยจริงๆที่เราไม่พยายาม
อย่างที่เราไปสอบที่ มศว ไม่ใช่ว่าเราเห็นเป็นครั้งเเรก
ไปลองสนามสอบ เลยไม่อ่านหนังสือ
มันไม่ใช่ มัทรี ทำเต็มที่ทุกครั้ง เเต่มันไม่ได้ง่ายเลย
อย่างที่ไปสอบมัณฑนศิลป์ ไม่ใช่ว่าไม่พยายาม
บางครั้งยังน้อยใจตัวเองเลย เหนื่อยมาก เเบกของหนักเเสนหนักตั้ง 3วัน
ไปตัวคนเดียว เหงาก็นั่งอยู่คนเดียว
รู้ว่าตัวเองดรออิ้งไม่เก่ง ก็บ่นบ้างเเละทุกครั้งที่บ่น
ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยพยายามอะไรเลย
กว่าจะหาเงินซื้อหนังสือมาฝึกวาดเองที่บ้านก็เเสนลำบาก
ต้องไปนั่งทำงาน จนมือสากกว่าจะได้หนังสือเล่มละ
295 บาท มาเป็นความภูมิใจ กว่าจะได้อุปกรณ์เเต่ละชิ้น
ก็ต้องประกวดวาดภาพให้ชนะ ระดับประเทศ
ถึงได้เงินมา 5000 บาท มาซื้อกระเป๋า มาซื้อสีมาสอบที่ศิลปากร
บางครั้งก็อยากจะไปนั่งติวกับเพื่อนคนอื่นบ้าง อยากเรียนวาดภาพบ้าง
เเต่ก็ไม่มีตังค์๊ไปเรียน อย่างน้อยใจอะ
ตอนไปสอบที่ธรรมศาสตร์ ก็เสียใจมาก
พยายามเเล้ว เราก็ตั้งใจอ่านตั้งเเต่ม.4 นะ
เราก็เข้าใจว่าเราคงเเพ้คนอื่นที่เเกท นี่เเหละ
เรียงความเราก็เขียนทันเเละคิดว่าเขียนได้ ย่อความก็เขียนได้
เสียใจมาก มันเป็นเหมื่อความฝันตั้งเเต่ ม.4 วันประกาศผล
ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นเลย
เเม่เข้ามา กลั้นไม่อยู่จริงๆ ร้องไห้เลย เเละเยอะด้วย
เเม่ก็บอกว่าไม่เป็นไร คนสอบต้องเยอะเเยะ
วันไปสอบศิลปากร วันนั้นมีเเม่ไปด้วย
ไปสอบที่สนามจันทร์ ดีใจมากก เหมือนได้กลับไปหาอาจารย์อีกครั้ง
รักมากก วินาทีเเรกที่เข้าไปที่ มอ น้ำตาไหลเลย
ยิ่งเเม่อุตส่าห์มาส่งเราเข้าสอบด้วย คือตอนนั้นเราบอกกับตัวเองเลยว่าต้องทำได้ๆ
คนสอบก็ประมาณ 500+ รับ 15 คน
ประกาศมาก็ล้มเหลวอีกเช่นเคย
ทั้งที่เป็นวิชาประวัติศาสตร์ ที่เราชอบเเสนชอบ
กับทำไม่ได้ เสียใจมาก มากๆที่สุด
วันที่ไปสอบลาดกระบัง
ก็กลัวมากอีกเช่นกัน เพราะต้องไปนอนบ้านเพื่อน
เราก็กลัวว่าจะทำให้เค้าลำบากใจหรือเปล่า
ลาดกระบังก็ไกลเหลือเกิน
เรารู้สึกกลัวนะ เพราะเราอ่อนเเอไง
เรากลัวการเปลี่ยนเเปลง มากจริงๆ
ตอนที่กำลังเก็บของจะไปสอบ
ดีใจมากที่ได้หยิบกระเป๋าวาดรูปมาใช้อีกครั้ง
ซึ่งไม่ได้หยิบมัน มาตั้ง 3 เดือนตั้งเเต่ที่สอบ มัณฑน ไปคราวนั้น
ผลปรากฎออกมา ก็ไม่ติดอีกเช่นเคย
ฮ่าๆ ชีวิตก็ตลกดี วินาทีที่เรารู้ว่าเพื่อนเราติดมัณฑนศิลป์ ศิลปากร
คือพูดอะไรไม่ถูกรู้ว่าดีใจกับเพื่อนมาก เเละเสียใจกับตัวเองมาก
น้ำตามันไหลมาเองอย่างบอกไม่ถูก เเละหวังว่าเพื่อนจะตั้งใจเรียน
เเละเรียนเเทนเราด้วยนะ ♥
รักพ่อ รักเเม่ รักอาจารย์ปรีดี
เเละรักอาจารย์ศิลปะ
ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาศิลป์ ทุกท่านบนโลก
ที่ท่านสร้างศิลปะ ช่วยสอนให้จิตใจมนุษย์สูงกว่าเดรัจฉาน
Source: youtube.com
-
ฮัท The Star 8 - อยากบอกรัก
Source: youtube.com
-
ฮัท The star ♥
Source: youtube.com
-
ม้าป่า อิสมี โลกเเห่งความฝัน เเละสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง
ความฝันของ ม้าป่า
ย้อนกลับไปเมื่อวานนี้เอง
ตอนที่ฉันนอนอยู่บนเตียง ในเวลา 13.30 ถึง ทุ่มกว่าๆ
เวลานั้นเองฉันได้ฝันว่า …
ฉันกำลังปั่นจักรยาน เล่นไปเรื่อยๆ
โดยที่ฉันไม่มีจุดหมายเหมือนกันว่าจะเดินทางไปที่ไหน
เเต่อยู่ดีๆ ฉันก็เร่งความเร็ว สปีดดอย่างเเรงเพราะเหมือนมีคนกำลังปั่นไล่ตามฉัน
ณ ตอนนั้นฉันตั้งใจปั่นอย่างสุดใจ
เพื่อหนีจากเสียงที่กำลังไล่ตาม
ฉันพยยามจะหาทางกลับบ้าน
เพราะคิดว่า ฉันจะปลอดภัยที่สุด
โดยที่ฉันมองเห็นทางลัด ฉันจึงปั่นอย่างเร็ว ด้วยกำลังที่มี
ปรากฎว่าสถานที่ๆ ฉันได้ปั่นเข้าไปคือ…
มหาวิทยาลัยศิลปากร ท่าพระ
ตอนนั้นเองทำให้ฉัน งง เเละอึ้งมาก
ว่าเข้ามาในที่นี้ได้อย่างไร
ฉันปั่นไปรอบๆ มหาวิทยาลัย โดยที่ไม่กังวลอีกเเล้วว่า
จะคนที่ปั่นตามฉันมา เขามีจุดประสงค์อะไร
เเต่ฉันรู้สึกได้เพียงว่า …
ฉันเข้ามาที่นี่ เเล้ว ฉันปลอดภัย
วันนี้บรรยากาศ ช่างเงียบนัก
ในใจฉันคิดว่า พี่ๆนักศึกษา คงไม่มีเรียนกัน
เป็นเวลานานเลยทีเดียว ที่ฉันปั่นจักรยานอยู่ในมหาวิทยาลัยเเห่งนี้
ฉันจึงมองหาประตูทางออก มองไปไกลๆได้เห็นผู้ชายคนนึง ซึ่งฉันก็ไม่ทราบว่าคือใคร
ยืนอยู่ตรงหน้าประตูทางออก
เมื่อฉันปั่นจักรยานเข้าไปใกล้ ทันใดนั้นเอง
จำต้องทิ้งจักรยานลง ด้วยความเร่งรีบ
เพราะบุคคลที่ฉันพบคือ…
ในหลวง พระองค์ท่านมาในฉลองพระองค์อย่างสามัญชน
ฉันเดินเข้าไปใกล้ท่าน พร้อมกับก้มกราบลงใต้ฝ่าพระบาท ของพระองค์
พระองค์ได้บอกกับฉันว่า ขอให้หนูโชคดี
เเละพระองค์ก็พูดอะไรกับฉันอีกซึ่งฉันก็จับใจความไม่ได้สักเท่าไหร่
ไม่ทันใด ก็มีรถสีเนื้อนวลๆ เคลื่อนตัวมาจอดที่หน้าประตู พระองค์ท่านก็ได้เสด็จขึ้นไป
เเละหลังจากนั้นก็มีผู้หญิง 3 คน ซึ่งฉันพอทราบได้ว่าเป็นอาจารย์ของทางมหาวิทยาลัย
เค้าพูดอะไรกับฉัน ก็ไม่รู้ซึ่งฉันก็จับประเด็นไม่ได้เช่นกัน
สักพักเข้าก็บอกว่า หนูจะกลับบ้านใช่มั้ย เดี๋ยวอาจารย์ไปส่ง
ว่าเเล้วเค้าก็พาฉันขึ้นรถเก๋ง คันเล็ก … เเล้วฉันก็ตื่นขึ้นจากความฝันในครั้งนี้
-
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
-
เธอคือดวงตะวัน
วันนี้ได้มีโอกาสอ่านนิยายรัก
โรเเมนติก นิรันดร์กาลอย่าง โรมิโอจูเลียต อีกครั้ง
เเต่ครานี้เป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ สนุกมาก
อ่านเเล้วทำให้เรากลับมานึกถึงเพลง รักเธอตลอดกาล ของพี่โดม
ถึงเเม้ว่าทั้งคู่ จะไม่มีโอกาสได้อยู่คู่กัน
เเต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ความรักของคนทั้งสองจะพรากจากกัน
โอ้ยยย อยากจะร้องไห้อีกครั้ง บางครั้งนิยาย ประเภทนี้
ก็ทำให้เราอินกับรสทางวรรณคดีที่ลึกซึ้งไปนะ :)
วันนี้มีเเต่เรื่องสนุกๆ คงเป็นเพราะว่าเราสนุกกับตัวเองอะเนอะ
การที่เราได้นั่งอ่าน หนังสือสักเล่ม
อยู่กับสิ่งที่เราปราถนา มันก็เป็นความสุขที่ล้นในใจเหลือเกิน
อีกทั้ง วันนี้เราได้เจอบทสรุป ของซีรี่ย์เพลง ที่เราคอยติดตามมานาน
มันทำให้เราสุขใจจริงๆ ในที่สุดความรักของคนทั้งสอง ก็จบเเบบสุขนาฎกรรม
เเละฉันหวังว่า เรื่องที่ฉันกำลังจะอ่านต่อไป
คงจะทำให้ฉันมีความสุขเเบบนี้อีกนะ ♥
คนสุดท้าย ซีรี่ย์ ตอนเเรก
http://www.youtube.com/watch?v=q5RO4p5AuPk&feature=related
เธอคือดวงตะวัน ซี่รี่ย์ ตอนที่ 2
http://www.youtube.com/watch?v=8cvrSsCGccs&feature=related
บทสรุปกับการรอคอย ♥
Source: youtube.com
-
ฮัท จิรวิชญ์ พงษ์ไพจิตร
Source: youtube.com
-
ฮัท - รักแท้แพ้ใกล้ชิด written by บีทเติ้ล
Source: youtube.com
-
The Star 8 ฮัท เพลง ไม่ธรรมดา
Source: youtube.com
-
ฮัท THE STAR 8 - อกมีไว้หัก
Source: youtube.com
-
ม้าป่า อิสมี เติบโต
วันนี้ท้องฟ้าอึมครึม เเดดส่องเพียงเล็กน้อย
บรรยากาศ อย่างเงียบเหงาเลย
พ่อ เเม่ น้อง ไม่มีใครเลยสักคนที่อยู่บ้าน
มีเพียงเเต่ เรากับเเมวน้อยเเค่ 2ตัว
ซึ่งตอนนี้พวกมันก็หลับปุ๋ยกันหมดเเล้ว
บอกตามตรงนะ…
ปิดเทอมฤดูร้อนคราวนี้
มันรู้สึกเเย่ๆยังไงก็ไม่รู้
มันต้องเตรียมตัวอีกมากมาย กับการเปลี่ยนเเปลงที่จะเกิดขึ้น
ยังต้องปรับตัวเองให้มากขึ้นเพื่อพร้อมรับกับเเรงกดดดันจากภายนอก
ต้องรู้จักคิด เเละวางเเผนมากขึ้นในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ
ซึ่งทั้งหมดนี้มันก็เป็นสัญญาณที่บอกเราได้ดีว่า
เรากำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เราจะต้องอดทนให้มากขึ้น
รับผิดชอบให้มากขึ้นกว่าเดิม
บางครั้งเในตอนเด็กราเคยสงสัยนะ
ว่าทำไมคนเราถึงต้อง รับผิดชอบอะไรมากมายด้วย
มันคือชีวิตเราอะเราจะทำอะไรก็เป็นเราอะ สนใจใครทำไม
ไม่มีใครยุ่งกับเราก็ช่างมันดิ จะต้องไปเเคร์อะไรใครมากมาย
เเต่นั่นมันความคิดเด็กๆไง มันเป็นเเค่ความคิดเล็กๆ น้อยๆ
เเต่เมื่อเราโตขึ้นเรากับพบคำตอบว่า เพราะเราคือมนุษย์สังคม
เราอยู่คนเดียวบนโลกไม่ได้หรอก ถ้าเราเอาเเต่สนใจเพียงเเต่ตัวเราเอง
นั่นก็คือ ความเห็นเเก่ตัว
เเละคนอื่นหละ เค้าจะอยู่ได้หรอ ถ้าใจเรามองเเต่เรื่องที่เเคบๆ
จากวันนั้น 18 ปีเเล้วที่เติบโต ใช้ชีวิตมา
มันทำให้เรารู้ว่า คุณค่าของชีวิต
อยู่ที่เราจะสร้าง คุณค่าของตัวเราเองขึ้นมา
เรายิ่งมองเห็นคุณค่าของตัวเอง เเละคนรอบข้างมากเท่าไหร่
คนอื่นก็ยิ่งเข้าใจ ในสิ่งที่เราเป็นมากขึ้น
ซึ่งนั่นมันทำให้เราดำรงอยู่ในสังคมได้
อย่างที่มนุษย์โลกควรจะเป็น
Source: youtube.com
